เมื่อยางพารา ใบเหลืองหงิกงอ
เจอปัญหาเข้าให้แล้ว
ยางพาราอายุ 1ปีที่ปลูกไว้พบบางต้นมีลักษณะแปลกๆ เช่น เริ่มมีลำต้นที่บิดงอ บางต้นแตกกิ่งเป็นพุ่มเหมือนยอดหัก แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ บางต้นใบเป็นสีเหลืองทั้งต้น และบางต้นก็ใบหงิกงอและใบร่วงอีกด้วย
![]()
![]()
![]()
![]()
ดูจากใยสีขาวๆ ที่ลำต้นน่าจะเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง แต่ยางพาราบางต้นที่ใบเหลือง ใบร่วง ก็ไม่ได้มีราสีขาวแบบนี้ จึงไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไรกันแน่
ต้นยางพาราบางต้นที่เพิ่งปลูกซ่อมไปก็เริ่มมีอาการแบบนี้เหมือนกัน
![]()
![]()
![]()
หาข้อมูลจากในเน็ตคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเชื้อรา มีข้อมูลให้ใช้ Mancozeb 80% เดี๋ยวจะไปซื้อมาลองพ่นดูก่อน
![]()
![]()
แล้วเจ้ากิ่งพุ่มแบบนี้ล่ะ ควรตัดแต่งอย่างไร หรือควรทำอะไรกับมันดี .. เห้อ !....
สวนยางพารา 1 ปีผ่านไปไวเหมือนกันนะเนี่ย !
สวนยางพารา 1 ปีผ่านไปไวเหมือนกันนะเนี่ย !
เข้าสู่ฤดูฝนอีกครั้ง ปีนี้ฝนตกน้อยกว่าที่คาดหวังไว้แต่ก็ยังดีที่ได้น้ำหยดช่วยชีวิต หน้าแล้งที่ผ่านมาที่สวนแล้งมากจนต้นไม้ต้นหญ้าแห้งตายกันหมด พืชผักที่ปลูกไว้ริมรั้วเหลือรอดมาถึงหน้าฝนเพียงไม่กี่ต้น แม้แต่ต้นไผ่ที่ตั้งใจปลูกไว้เป็นแนวกันลมก็ยืนต้นตายไปแทบไม่เหลือเขตอับฝน เพิ่งรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง เดือนมิถุนายน กรกฎาคม บริเวณใกล้เคียงอย่างจอมทอง สันป่าตอง หางดง ต่างก็มีฝนตกแทบทุกวันเหมือนฟ้ารั่ว แต่สำหรับที่นี่แม้จะมีเมฆฝนก่อตัวอยู่แทบทุกวัน แต่ก็ได้แต่มองก้อนเมฆสีดำเหล่านั้นค่อยๆถูกลมพัดไปตกที่อื่นทุกครั้งไป มีบ้างบางวันที่มีละอองฝนปรอยๆ ตกลงมาบ้าง คล้ายๆกับพ่นสเปรย์ฉีดน้ำลงมาแต่ไม่พอทำให้พื้นดินได้ชุ่มน้ำเลย
ช่วงนี้ข่าวพายุเข้าที่เวียดนามบ้าง เข้าลาวและพม่าบ้าง พยากรณ์อากาศก็ประกาศเตือนพายุฝนกระหน่ำภาคเหนือบ้าง ฝนตกหนักที่เชียงใหม่บ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกหนักที่ดอยหล่อซะที
ตอนนี้เข้าสู่เดือนสิงหาคม เริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว แต่ก็เริ่มพบปัญหาอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ นับวันยิ่งรู้สึกว่าต้นยางพาราเริ่มสูงชะลูดเกินไปรึเปล่านะ ต้นยางพาราหลายๆต้นในสวน เริ่มสูงเกินสามเมตรและลำต้นส่วนที่เป็นสีน้ำตาลเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนมากจะสูงกว่าระดับศรีษะแล้วด้วย แต่ต้นยางพาราหลายๆต้น กลับยังไม่แตกกิ่งสร้างทรงพุ่ม ได้โทรปรึกษากับทาง สกย. ได้คำตอบว่าไม่ต้องกังวลเดี๋ยวเข้าปีที่สองปีที่สามก็จะแตกกิ่งเอง แต่ยายผมบอกว่า รอไปอีกปีสองปีมันไม่แตกกิ่งอยู่บนปลายฟ้าโน่นเลยเหรอ !
...555 จริงๆ ในใจผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน.
มีนาคม 2555 ยางพาราอายุ 8 เดือน
ในที่สุดก็ผ่านเข้ามาสู่หน้าแล้งจริงๆ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม พื้นที่บริเวณนี้ถือว่าร้อนและแห้งแล้งเอาการทีเดียว โชคดีที่มีระบบน้ำไว้รองรับอยู่บ้าง แม้อย่างนั้นก็มีต้นยางพาราบางต้นก็ทนร้อนทนแล้งไม่ไหวแห้งตายไปหลายต้นเหมือนกัน ประมาณ 2% เห็นจะได้ (ยางทั้งหมดพันกว่าต้นแห้งตายประมาณ 20 กว่าต้น) แต่ก็ถือว่าเปอร์เซ็นรอดสูงมาก และต้นยางพาราสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในพื้นที่บริเวณนี้
ปักไม้ค้ำยันและมัดพยุงลำต้น เพราะหน้าแล้งแถวนี้ลมแรงมากทีเดียว
ในที่สุดก็สูงท่วมหัวจริงๆซะที [^_^]
ปักไม้ค้ำยันและมัดพยุงลำต้น เพราะหน้าแล้งแถวนี้ลมแรงมากทีเดียว
ในที่สุดก็สูงท่วมหัวจริงๆซะที [^_^]
ยางพาราอายุ 6 เดือน
ขนาดต้นยางสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงห้าหกเดือน อาจเป็นเพราะรากได้แตกกระจายหาอาหารได้ดีขึ้น และได้รับปุ๋ยเม็ดและปุ๋ยมูลสัตว์(ขี้วัว) ไปช่วยแตกยอดฉัตรใหม่
จากการสังเกตุพบว่าต้นยางจะแตกยอดเสมอหากได้รับน้ำแม้ในช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีฝนตก แต่ถ้าเราให้น้ำอยู่ตลอดต้นยางพาราของเราก็ยังคงไม่หยุดแตกยอดฉัตรต่อไปเรื่อยๆ
จากการสังเกตุพบว่าต้นยางจะแตกยอดเสมอหากได้รับน้ำแม้ในช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีฝนตก แต่ถ้าเราให้น้ำอยู่ตลอดต้นยางพาราของเราก็ยังคงไม่หยุดแตกยอดฉัตรต่อไปเรื่อยๆ
ยางพาราอายุ 5 เดือน
หลังจาก 5 เดือนผ่านไปต้นยางพาราหลายต้นเริ่มสูงท่วมหัวแล้ว
เดือนธันวาคม 2554 ตอนนี้อากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเริ่มมองเห็นความแห้งแล้งกำลังเริ่มต้น
หลังจากได้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่าของ HONDA 4 จังหวะมาแล้วก็จัดแจงตัดแต่งหญ้าทั่วทั้งสวนยาง โดยเฉพาะบริเวณรอบๆรั้ว เพื่อป้องกันไฟใหม้ลามเข้ามาในสวนยางพาราของเรา และใช้ฟางข้าวคลุมรอบลำต้นเพื่อรักษาความชื้น
เดือนธันวาคม 2554 ตอนนี้อากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเริ่มมองเห็นความแห้งแล้งกำลังเริ่มต้น
หลังจากได้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่าของ HONDA 4 จังหวะมาแล้วก็จัดแจงตัดแต่งหญ้าทั่วทั้งสวนยาง โดยเฉพาะบริเวณรอบๆรั้ว เพื่อป้องกันไฟใหม้ลามเข้ามาในสวนยางพาราของเรา และใช้ฟางข้าวคลุมรอบลำต้นเพื่อรักษาความชื้น
วางระบบน้ำหยดในสวนยางพารา
เชียงใหม่เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการปลูกลำไยกันมาก และระบบการให้น้ำสวนลำใยของที่นี่มักจะเป็นการวางท่อ PVC เดินไปตามช่องว่างระหว่างแถวแล้วทำท่อแยกออกมาใส่ต้นลำใยเป็นต้นๆไป ซึ่งท่อพีวีซีมีราคาสูงมาก หากเทียบกับท่อพีอี และแถวยางพาราช่วงห่างระหว่างต้นจะถี่กว่าต้นลำใย จึงมีจำนวนต้นที่มากกว่าในพื้นที่ขนาดเท่ากัน ดังนั้นหากจะวางท่อพีวีซีทั้งสวนคงสิ้นเปลืองมากแน่นอน ระบบน้ำหยดจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ประหยัดกว่า ทั้งประหยัดน้ำและประหยัดเงิน
เริ่มต้นวางท่อเมนพีวีซี 2 นิ้วไปตรงกลางสวนแล้วใส่ข้อต่อสามทาง 2 นิ้วทดหกหุน เพื่อต่อกับข้อต่อท่อพีอีสำหรับน้ำหยด
ลากสายน้ำหยดไปตามแถวยางทุกแถว เสียบปลายด้านหนึ่งกับข้อต่อที่ต่อกับท่อพีวีซี และมัดปลายสุดท้ายอีกด้านหนึ่งด้วยลวดกันสนิมและมัดปลายติดกับหลักไว้ จากนั้นจึงใช้ที่เจาะท่อพีอี เจาะสายน้ำหยดเพื่อใส่หัวน้ำหยดทุกต้น
ท่อพีอีที่ใช้ครึ่งหนึ่งเป็นแถบสีส้ม อีกครึ่งสีเขียวราคาเท่ากันเลยไม่รู้ว่าอันใหนทนกว่า ปีนี้ของขาดเยอะมากเพราะตอนใส่น้ำหยดทางภาคกลางและกรุงเทพน้ำท่วมใหญ่พอดี ไม่มีของส่งมาทางเหนือ (ราคาขึ้นทุกอย่างอีกตะหาก)
พร้อมรบกับฤดูแล้งแล้วครับ อิ_อิ
เริ่มต้นวางท่อเมนพีวีซี 2 นิ้วไปตรงกลางสวนแล้วใส่ข้อต่อสามทาง 2 นิ้วทดหกหุน เพื่อต่อกับข้อต่อท่อพีอีสำหรับน้ำหยด
ลากสายน้ำหยดไปตามแถวยางทุกแถว เสียบปลายด้านหนึ่งกับข้อต่อที่ต่อกับท่อพีวีซี และมัดปลายสุดท้ายอีกด้านหนึ่งด้วยลวดกันสนิมและมัดปลายติดกับหลักไว้ จากนั้นจึงใช้ที่เจาะท่อพีอี เจาะสายน้ำหยดเพื่อใส่หัวน้ำหยดทุกต้น
ท่อพีอีที่ใช้ครึ่งหนึ่งเป็นแถบสีส้ม อีกครึ่งสีเขียวราคาเท่ากันเลยไม่รู้ว่าอันใหนทนกว่า ปีนี้ของขาดเยอะมากเพราะตอนใส่น้ำหยดทางภาคกลางและกรุงเทพน้ำท่วมใหญ่พอดี ไม่มีของส่งมาทางเหนือ (ราคาขึ้นทุกอย่างอีกตะหาก)
พร้อมรบกับฤดูแล้งแล้วครับ อิ_อิ
เตรียมรับมือหน้าแล้ง ทำแทงก์เก็บน้ำใส่สวนยาง
อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าหน้าหนาว และก็เข้าสู่หน้าแล้งในที่สุด
เนื่องจากเจอโรครอ โรคเลื่อนมาจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือว่าปลูกยางพาราค่อนข้างช้า เกือบหมดหน้าฝนกันเลยทีเดียว และเนื่องจากบริเวณแถวนี้เป็นเขตอับฝน เป็นเขตแห้งแล้งของจังหวัดเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการประมาทจนเกินไปจึงได้จ้างช่างมาทำแทงก์เก็บน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาเก็บไว้สำหรับใส่ให้กับต้นยางพาราในสวนของเราในหน้าแล้ง
เริ่มทำฐานราก ที่แถวนี้เป็นดินทรายจึงต้องทำฐานรากให้หนาแน่นและลึกสักหน่อย เพื่อให้รับน้ำหนึกของน้ำจำนวนมาก ไม่ให้ล้มพังลงมา
ใช้ท่อกลมสำเร็จรูปจำนวน 10 ท่อนก่อเป็นแทงก์น้ำ
เสร็จแล้ววางท่อน้ำต่างๆให้เรียบร้อย และปั๊มน้ำขึ้นจนเต็ม
ปรากฏว่าน้ำรั่วออกมาตามรอยต่อของท่อเป็นจำนวนมาก ไหลเหมือนน้ำตกขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว
แต่ช่างบอกว่าเป็นธรรมดา ต้องใส่น้ำแช่ไว้สักสองสามอาทิตย์ แล้วขี้ปูนจะเข้าไปอุดรอยรั่วเอง
ผ่านไปสองอาทิตย์รอยรั่วบางรอยหายไปบ้าง แต่จนแล้วจนรอดผ่านไปเกือบเดือนน้ำก็ยังคงรั่วออกมาในบางข้ออยู่ดี ช่างจึงทำการอุดรอยรั่วอีกครั้งด้วยอะไรก็ไม่รู้เป็นกาวสีขาวๆ คิดว่าน่าเป็นซิลิโคนรึเปล่า
รอยรั่วต่างๆเริ่มมีตะกอนสีขาวๆซึมออกมาซึ่งช่างบอกว่ามันจะช่วยอุดรอยรั่วนั่นเอง
เนื่องจากเจอโรครอ โรคเลื่อนมาจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือว่าปลูกยางพาราค่อนข้างช้า เกือบหมดหน้าฝนกันเลยทีเดียว และเนื่องจากบริเวณแถวนี้เป็นเขตอับฝน เป็นเขตแห้งแล้งของจังหวัดเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการประมาทจนเกินไปจึงได้จ้างช่างมาทำแทงก์เก็บน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาเก็บไว้สำหรับใส่ให้กับต้นยางพาราในสวนของเราในหน้าแล้ง
เริ่มทำฐานราก ที่แถวนี้เป็นดินทรายจึงต้องทำฐานรากให้หนาแน่นและลึกสักหน่อย เพื่อให้รับน้ำหนึกของน้ำจำนวนมาก ไม่ให้ล้มพังลงมา
ใช้ท่อกลมสำเร็จรูปจำนวน 10 ท่อนก่อเป็นแทงก์น้ำ
เสร็จแล้ววางท่อน้ำต่างๆให้เรียบร้อย และปั๊มน้ำขึ้นจนเต็ม
ปรากฏว่าน้ำรั่วออกมาตามรอยต่อของท่อเป็นจำนวนมาก ไหลเหมือนน้ำตกขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว
แต่ช่างบอกว่าเป็นธรรมดา ต้องใส่น้ำแช่ไว้สักสองสามอาทิตย์ แล้วขี้ปูนจะเข้าไปอุดรอยรั่วเอง
ผ่านไปสองอาทิตย์รอยรั่วบางรอยหายไปบ้าง แต่จนแล้วจนรอดผ่านไปเกือบเดือนน้ำก็ยังคงรั่วออกมาในบางข้ออยู่ดี ช่างจึงทำการอุดรอยรั่วอีกครั้งด้วยอะไรก็ไม่รู้เป็นกาวสีขาวๆ คิดว่าน่าเป็นซิลิโคนรึเปล่า
รอยรั่วต่างๆเริ่มมีตะกอนสีขาวๆซึมออกมาซึ่งช่างบอกว่ามันจะช่วยอุดรอยรั่วนั่นเอง
"วัว" อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายของสวนยางพารา
หลังจากฝนตกลงมาหลายห่า ต้นยางพาราที่ได้ลงมือปลูกไว้ก็พากันแตกยอดแตกฉัตรใหม่กันอย่างถ้วนหน้า เป็นสัญญาณบ่งบอกได้ดีว่าต้นยางของเราปลูกติดเป็นที่แน่นอนแล้ว :-)
แต่เหมือนสวรรค์กั่นแกล้ง ผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ ยอดอ่อนของต้นยางพาราหลายต้นกลับกุดด้วนเหมือนโดนตัวอะไรกัดแทะเล็ม แน่นอนที่สุด จากรอยเท้าที่ฝากทิ้งไว้บนพื้นดินบริเวณใกล้ๆ กับต้นยางที่ถูกเล็มยอด เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก "วัว" นี่เอง
ไม่รู้ว่าวัวของใครแอบเข้ามากัดกินยอดอ่อนของต้นยางพาราในสวนยางไปหลายต้นเลยทีเดียว บางต้นถึงกับขาดด้วนไปทั้งยอดหมดหนทางเยียวยา บางต้นพอเหลือตอไว้ให้ลุ้นว่าจะแตกยอดออกมาอีกหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่ไม่น่าจะรอดแล้วทั้งนั้น
"วัวหายล้อมคอก" จะว่างั้นก็คงได้ เพราะคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีตัวอะไรที่กินยอดของต้นยางพาราได้จึงไม่ได้คิดเตรียมการป้องกัน จนในที่สุดก็ต้องกันไว้ดีกว่า ถ้าไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเสียต้นยางไปทั้งสวนก็เป็นได้
เห้อ ! ตังค์อีกแล้ว....
ในที่สุดก็จ้างคนมาล้อมรั้วลวดหนามรอบสวนหมดไปไม่ใช่น้อย นี่จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะใครๆ ก็บอกว่าปลูกยางพาราไม่ต้องลงทุนมาก การบริหารจัดการก็ง่ายกว่าปลูกพืชอย่างอื่น ปลูกทิ้งปลูกขว้างก็ยังได้กรีดกันนักต่อนัก แต่นี่ตั้งแต่เริ่มปลูกมาถึงตอนนี้เริ่มจะมีต้นทุนบานปลายขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็เอาน่า .... สักวันมันจะตอบแทนคืนให้เราอย่างคุ้มค่าอย่างแน่นอน (ปลอบใจตัวเองไปก่อน :-p )
แต่เหมือนสวรรค์กั่นแกล้ง ผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ ยอดอ่อนของต้นยางพาราหลายต้นกลับกุดด้วนเหมือนโดนตัวอะไรกัดแทะเล็ม แน่นอนที่สุด จากรอยเท้าที่ฝากทิ้งไว้บนพื้นดินบริเวณใกล้ๆ กับต้นยางที่ถูกเล็มยอด เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก "วัว" นี่เอง
ไม่รู้ว่าวัวของใครแอบเข้ามากัดกินยอดอ่อนของต้นยางพาราในสวนยางไปหลายต้นเลยทีเดียว บางต้นถึงกับขาดด้วนไปทั้งยอดหมดหนทางเยียวยา บางต้นพอเหลือตอไว้ให้ลุ้นว่าจะแตกยอดออกมาอีกหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่ไม่น่าจะรอดแล้วทั้งนั้น
"วัวหายล้อมคอก" จะว่างั้นก็คงได้ เพราะคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีตัวอะไรที่กินยอดของต้นยางพาราได้จึงไม่ได้คิดเตรียมการป้องกัน จนในที่สุดก็ต้องกันไว้ดีกว่า ถ้าไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเสียต้นยางไปทั้งสวนก็เป็นได้
เห้อ ! ตังค์อีกแล้ว....
ในที่สุดก็จ้างคนมาล้อมรั้วลวดหนามรอบสวนหมดไปไม่ใช่น้อย นี่จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะใครๆ ก็บอกว่าปลูกยางพาราไม่ต้องลงทุนมาก การบริหารจัดการก็ง่ายกว่าปลูกพืชอย่างอื่น ปลูกทิ้งปลูกขว้างก็ยังได้กรีดกันนักต่อนัก แต่นี่ตั้งแต่เริ่มปลูกมาถึงตอนนี้เริ่มจะมีต้นทุนบานปลายขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็เอาน่า .... สักวันมันจะตอบแทนคืนให้เราอย่างคุ้มค่าอย่างแน่นอน (ปลอบใจตัวเองไปก่อน :-p )
ในที่สุดก็ได้ลงมือปลูกยางพารา
22 กรกฎาคม 2554
ได้ฤกษ์ลงกล้ายางพาราซะที
หลังจากที่รอแล้วรออีก ว่าทาง สกย. จะแจกกล้ายางพันธุ์ดีให้พวกเรามาปลูก แต่ก็เจอโรคเลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งในที่สุดทาง สกย. ยกเลิกการแจกกล้ายาง เนื่องจากราคากล้ายางแพงขึ้นหลายเท่าตัว โดยทาง สกย. ตั้งราคากล้ายางที่จะซื้อมาแจกไว้ที่กล้าละ 18 บาท แต่ราคาขายตามท้องตลาด ณ ปัจจุบันเขาขายกันที่กล้าละ 50 - 60 บาท ดังนั้นจึงไม่มีใครเสนอขายกล้ายางให้กับทาง สกย. เลยแม้แต่รายเดียว (เป็นผมก็คงไม่ขายให้)
ทาง สกย. จึงเปลี่ยนแผนใหม่ให้พวกเราไปหาซื้อกล้ายางพารากันเอง แล้วทาง สกย. จะช่วยค่ากล้ายางพารา กล้าละ 18 บาท โดยที่เราต้องรับภาระราคากล้ายางส่วนที่เหลือเอง โดยคำณวนให้ในอัตรา 76 ต้นต่อไร่ (ปลูกระยะห่าง 3x7 เมตร) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้สนใจปลูกยางพาราหลายรายที่มาเข้าร่วมโครงการรุ่นเดียวกันกับผม ตัดสินใจยังไม่ปลูกยางในปีนี้ เพื่อรอดูราคากล้ายางในปีหน้าอีกครั้งหนึ่ง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมเองซึ่งได้ลงทุนปรับพื้นที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว และไม่อยากเสียเวลารออีกปีหรือสองปีซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการเปิดกรีดช้าเข้าไปอีก จึงตัดใจหาซื้อกล้ายางพารามาปลูกในปีนี้ทันที
ผมได้ตระเวนดูกล้ายางจากหลายๆที่ ทั้งในเชียงใหม่ เชียงราย แต่ในที่สุดก็ได้กล้ายางพาราที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งคิดว่าคุณภาพกับราคาไปกันได้และผมรับได้
ผมได้กล้ายางหนึ่งฉัตร พันธุ์ RRIM600 มาในราคากล้าละ 55 บาท ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ทางสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแนะนำสำหรับพื้นที่ปลูกยางใหม่ในภาคเหนือ ซึ่งเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ค่อนข้างแล้ง (แต่เท่าที่สังเกตุกล้าต้นยางพาราที่ได้มา น่าจะมีพันธุ์ RRIT251 ปนมาบ้างหลายต้นเหมือนกัน)
ขุดหลุมขนาด 50x50x50 ซม. (กว้าง ยาว ลึก) แล้วรองพื้นด้วยหินฟอสเฟต ผสมกับขี้วัว และฟูราดารกันปลวกและแมลง โชคดีที่บริเวณใกล้ๆกับสวนยางพาราของผม ชาวบ้านแถวนี้ทำฟาร์มโคนมกันหลายราย จึงมีขี้วัวใส่กระสอบขายกันเยอะมากทีเดียวและราคาก็ไม่แพงด้วย แถวดอยหล่อขายกันอยู่ที่กระสอบละ 50 บาทและมีขายทั้งปี
เสร็จแล้วก็ลงมือปลูกยางพารากันเลย
จริงๆแล้วสำหรับดินทรายแถวๆนี้ ส่วนตัวผมเองคิดว่าขุดหลุม 50x50 ค่อนข้างที่จะกว้างเกินไป เพิ่งมารู้ตัวก็ตอนปลูกแล้วต้องกลบหลุมนี่แหล่ะ เหนื่อยมาก ซึ่งตอนขุดได้จ้างชาวบ้านแถวนี้ขุดหลุมให้ แต่เนื่องจากชาวบ้านแถวนี้ไม่เคยปลูกยางมาก่อน จึงไม่กล้าจ้างเขาปลูกเพราะกลัวจะมือหนักทำดินถุงชำแตก ทำให้กล้ายางเสียหาย (กล้ายางแพงด้วยปีนี้) เลยต้องลงมือปลูกเองกับคนในครอบครัวสองสามคน ตอนจ้างเขาขุดหลุมอยากได้กว้างๆ เพราะกลัวจะไม่ถึง 50x50 ซม. ตามที่ได้ไปอบรมมา แต่พอถึงเวลาปลูกและกลบหลุมถึงได้รู้ว่า มันกว้างเกินไปมั้ย ซึ่งหากเป็นดินเหนียวหรือดินลูกรังที่แข็งๆ การขุดหลุมกว้างๆ น่าจะช่วยในการแตกรากของต้นยางได้ดี แต่แถวนี้เป็นทรายอยู่แล้วจึงคิดว่าเรื่องแตกรากคงไม่น่าจะยากเย็นอะไรนัก จะกลัวก็แต่สารอาหารในดินมีน้อยเท่านั้นเอง
หลังจากก้มๆ เงยๆ อยู่กับหลุมปลูกยาพารามาหลายวัน ในที่สุดก็ปลูกครบทั้งหมดซะที เล่นเอาปวดขาปวดหลังกันไปหลายวันเลยทีเดียว
ตอน วางแนวปลูกเราได้ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกที่ทางใต้เรียกไม้ชะมบ ปักเป็นแนวสำหรับขุดหลุมเอาไว้ เมื่อปลูกเสร็จก็เอาไม้อันนี้แหล่ะปักเป็นไม้หลักและผูกต้นกล้ายางพาราไว้ สำหรับช่วยพยุงลำต้นยางพารา ไม่ให้ล้มและตั้งตรง
และแล้วยอดฉัตรใหม่ก็งอกขึ้นมา
โตวันโตคืนนะต้นยางจ๋า :-)
ไถพรวน ดึงเชือกวางแนว ขุดหลุมปลูกยางพารา
7 กรกฎาคม 2554
อบรมการทำสวนยาง กับ สกย.
หลังจากไปลงชื่อรับการช่วยเหลือและการฝึกอบรมจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือ สกย. ไปตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี 2554 ในที่สุดทาง สกย. ก็ได้แจ้งให้ไปรับการอบรมฝึกปฏิบัติที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทางกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จะให้การช่วยเหลือด้านข้อมูล แนะนำ และช่วยเหลือด้านพันธุ์ยาง และปุ๋ยสำหรับใส่สวนยางเป็นเวลาสามปี โดยให้เกษตรกรผู้ทำสวนยางรายใหม่ที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อนสามารถขอรับการส่งเสริมช่วยเหลือได้ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย
เตรียมพื้นที่สวนปลูกยางพารา
ตัดสินใจปลูกยางพาราในเขตพื้นที่ใหม่
ปีที่ผ่านมายางพาราราคาสูง ประกอบกับทางรัฐได้ส่งเสริมให้มีการทำสวนยางในพื้นที่ปลูกยางใหม่ ทั้งทางภาคอีสาน และทางภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันสามารถส่งออกยางพาราไปยังประเทศมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน ได้โดยใช้เส้นทางจังหวัดเชียงราย ทั้งทางแม่น้ำโขง และทางถนนสายใหม่เส้น R3A ที่ตัดผ่านอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ทำให้ยางพาราในเขตภาคเหนือได้รับความนิยมขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบังเอิญที่บ้านนอกมีที่ดินว่างที่ไม่ได้ทำประโยชน์อยู่ และราคาที่ดินแถวนั้นไม่แพงมาก จึงได้ตัดสินใจร่วมโครงการกับ สกย. เอาที่ดินที่มีอยู่แล้ว และซื้อที่ดินใกล้เคียงเพิ่มอีกนิดหน่อย ปรับพื้นที่เพื่อปลูกยางพารา เผื่ออนาคตอีก 5-6 ปีอาจจะได้เป็นเศรษฐีสวนยางกับเขาบ้าง 555 !
เริ่มต้นครั้งแรกกับพื้นที่ในเขตอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 15 ไร่ (ดอยหล่ออยู่ระหว่างอำเภอสันป่าตอง ก่อนถึงอำเภอจอมทอง ไม่ใช่ดอยเต่านะครับ ^ ^' )
ทาง สกย. จะให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูล การอบรมฝึกปฏิบัติ และช่วยสมทบค่ากล้ายางพารา และปุ๋ยยางพารา เป็นเวลา 3 ปี แต่ไม่เกิน 15 ไร่ /ราย
จริงๆแล้วพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตอับฝน คนแถวนี้จะปลูกลำไย และทำฟาร์มโคนมกันเป็นส่วนมาก ห่างออกไปสี่ห้ากิโลเมตรเห็นมีคนปลูกยางพาราอยู่แล้วสองสามแปลง แต่แถวๆที่ผมปลูกนี้คิดว่าคงเป็นรุ่นบุกเบิกก็ว่าได้ เหมือนเป็นหนูลองยา จะดีจะร้ายยังไม่รู้แน่ชัดนัก คงต้องลุ้นติดตามผลอีกนานหลายปีอยู่เหมือนกัน พื้นที่ 15 ไร่อาจจะไม่มากมายอะไรนัก แต่เผื่อดีเผื่อร้ายเกิดดินไม่เหมาะสม อากาศไม่เป็นใจ ปลูกยางพาราไม่ได้ผลยังไงอย่างน้อยก็เจ็บตัวลงทุนไปไม่มาก แต่ถ้ายางพาราสามารถทนดิน ทนแล้งแถวนี้ได้ผลดี ก็คิดว่าน่าจะพอสำหรับเก็บผลผลิตน้ำยางพาราไว้เป็นรายได้เสริมในอนาคต
4 มิถุนายน 2554
แผ้วถางตัดต้นไม้ และปรับพื้นที่
เริ่มต้นด้วยการตัดต้นไม้ และไถปรับพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นมะม่วงและต้นไม้ป่าอยู่บ้างประปรายสภาพดินที่นี่เป็นดินทราย ค่อนข้างแห้งแล้ง ที่ดินแถบนี้เป็นเขตอับฝนของเชียงใหม่
ปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยมาก ตอนปรับที่เตรียมปลูกยางพารา ตอนนั้นเป็นฤดูฝน แต่ก็ไม่ค่อยมีฝนตกที่นี่สักเท่าไหร่ บางวันเมฆฝนมืดครึ้มอยู่บนหัว ดูเหมือนฝนจะตก แต่สักพักก็มีลมพัดมาแรงๆ พัดเอาก้อนเมฆไปตกแถวสันป่าตองเสียหมด แถวนี้ไม่ตกสักเม็ดเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังดีที่บริเวณนี้มีการเจาะน้ำบาดาลไว้แล้วบ้าง ซึ่งคิดว่าพอเพียงสำหรับระบบน้ำให้กับสวนยางพาราได้
ปุ๋ยและการดูแลรักษายางพารา
การใส่ปุ๋ยและการดูแลรักษาต้นยางพารา
การให้ปุ๋ยก่อนเปิดกรีด
- ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-8-20 สำหรับยางพาราในแหล่งปลูกยางเดิมในภาคใต้และภาคตะวันออก และใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-12 สำหรับยางพาราในแหล่งปลูกยางใหม่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยมูลสัตว์ในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น
- ให้ทำการกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งธาตุอาหารจากปุ๋ย
- หากเป็นพื้นที่ลาดเท น้ำไหลผ่านควรใส่ปุ๋ยโดยวิธีการขุดหลุมฝัง
- ไม่ควรใส่ปุ๋ยในฤดูแล้งหรือมีฝนตกชุกติดต่อกันหลายวันเพราะจะทำให้ต้นยางช็อกปุ๋ย หรือรากเน่าได้
- ควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ของดิน สำหรับคำแนะนำทั่วไป คือ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 30-5-18 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝน
- ใส่ปุ๋ยโดยวิธีหว่านหรือโรยเป็นแถบบริเวณระหว่างแถวแล้วกลบ
การปลูกยางพารา
ขั้นตอนการปลูกยางพารา
การวางแนว ควรวางแนวแถวยางพาราให้ขวางทางน้ำไหลเพื่อไม่ให้น้ำฝนชะล้างหน้าดิน เกิดการชะล้างเอาปุ๋ยไปจากแถวยางพารา และทำให้สะดวกในการเดินกรีดยางและเก็บน้ำยางอีกด้วย
ใช้ไม้ชะมบปักเป็นแนวและจุดที่จะขุดหลุมปลูกยางพารา โดยให้มีระยะห่างที่เหมาะสม ในพื้นที่ปลูกยางใหม่เขตภาคเหนือและภาคอีสาน ควรเว้นระยะห่างระหว่างแถวอย่างน้อย 7 เมตร และระยะห่างระหว่างต้นอย่างน้อย 3 เมตร (3x7) ซึ่งทำให้มีปริมาณต้นยางประมาณ 76 ต้นต่อไร่
การวางแนวควรทำให้ได้องศา เรียงกันอย่างสวยงาม เพื่อสะดวกต่อการจัดการดูแลและกรีดยางในอนาคต
หากเป็นพื้นที่ลาดชันควรทำเป็นพื้นที่ปลูกแบบขั้นบันได
ขุดหลุมเตรียมปลูกยางพารา
ขุดหลุมให้มีขนาด กว้างคูณยาวคูณลึก 50x50x50 เซนติเมตร แยกดินส่วนบนกับดินส่วนล่างเอาไว้
ให้ดินที่ขุดขึ้นมาและหลุมที่ขุดได้ผึ่งแดดประมาณหนึ่งอาทิตย์ แล้วจึงนำดินที่แยกไว้เอาดินด้านบนใส่ก้นหลุมแล้วเอาดินด้านล่างผสมกับปุ๋ยมูลสัตว์และหินฟอสเฟสใส่ด้านบน
กรีดถุงชำยางพาราให้ขาดออก ตัดปลายถุงและดินด้านล่างออกประมาณ 1-2 เซ็นติเมตรเพื่อตัดรากฝอยที่ขดงออยู่ก้นถุงออก ระวังอย่าให้ดินในถุงชำแตก
วางกล้ายางทั้งถุงชำลงไปในหลุมปลูก กลบดินให้พอแน่นแล้วจึงดึงถุงชำออก กลบดินให้เต็มหลุมพูนขึ้นมานึดหน่อยป้องกันน้ำขัง
มัดต้นยางกับไม้ชะมบเพื่อกันลม และให้ต้นตั้งตรง
การปลูกด้วยยางชำถุงให้เปอร์เซ็นต์การรอดสูง และสะดวกกว่าวิธีอื่น ควรปลูกยางพาราในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อให้ต้นยางได้รับน้ำฝนในปริมาณที่เพียงพอ ก่อนเข้าสู่หน้าแล้ง
การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง
การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกยาง
ต้องทำการปรับพื้นที่สำหรับปลูกยางพารา โดยทำการตัดโค่นต้นไม้ในบริเวณพื้นที่และไถพรวนเอารากไม้และเศษไม้ออกให้หมด เว้นแต่เป็นการปลูกแซมสวนต้นไม้ผลไม้เดิมที่ต้องทำการไถพรวนปรับพื้นที่เฉพาะบริเวณช่องว่างระหว่างต้นไม้เดิม
เก็บเศษไม้ ตอไม้ และวัชพืชต่างๆออกให้หมด หากเป็นพื้นที่ราบควรปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน เพื่อความสะดวกในการเข้าดูแลสวนยาง และการกรีดยางเก็บน้ำยางพาราในอนาคต
หากมีงบประมาณ ควรล้อมรั้วทำแนวเขตแดน ปลูกต้นไม้ทำแนวกันลม เช่นต้นไผ่ หรือต้นกฐินยักษ์ หรือไม้โตเร็วไว้รอบแนวเขต
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้นทำสวนยาง
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้นทำสวนยาง
- ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูง และมีความต้องการของตลาดมากอย่างต่อเนื่อง
แต่อย่างไรก็ดี ราคาของผลผลิตยางพารา มีปัจจัยแปรผันที่หลากหลาย มีความไม่แน่นอนของราคาตลาดค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของฝ่ายผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ความต้องการของตลาดผู้บริโภค ปัจจัยด้านสภาพดินฟ้าอากาศที่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของยางพาราเอง และแม้แต่ปัจจัยด้านการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับราคายางพาราได้ทั้งสิ้น
- ยางพารา เป็นพืชที่ผลผลิตไม่สามารถกินได้ มีคนพูดว่าปลูกลำไยปลูกผัก เวลาขายไม่ออกราคาไม่ดีก็ยังเอามากินได้ แต่ปลูกยางพาราถ้าราคาตกต่ำขายไม่ได้จะเอาไปทำอะไรกัน
- ยางพารา เป็นพืชที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เหมือนการปลูกพืชชนิดอื่นๆ บางคนบอกว่าปลูกยางพารานั้นแค่ปลูกทิ้งไว้ให้เทวดาเลี้ยงก็สามารถได้กรีดเก็บผลผลิตได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากยางพารามีต้นทุนกล้าพันธุ์ที่ค่อนข้างสูง เมื่อตัดสินใจปลูกแล้วก็ควรให้ความเอาใจใส่ ดูแลรักษา ใส่ปุ๋ยรดน้ำกันตามสมควร ไม่อย่างนั้นอาจจะเหลือต้นยางที่เทวดาช่วยเลี้ยงแค่ไม่กี่ต้น หรืออาจจะไม่เหลือสักต้นก็เป็นได้
- การปลูกยางพารา ต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่ ลักษณะดิน และสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ควรที่จะเลือกพันธุ์ยางที่เหมาะสมกับภูมิภาคของเรา และจัดการตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางอย่างเคร่งครัด
การให้การดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เริ่มต้น ปฏิบัติต่อต้นยางอย่างดี ย่อมส่งผลดีต่อต้นยางและน้ำยางในอนาคต ให้ต้นยางพาราได้ตอบแทนความเอาใจใส่ และให้ผลผลิตตอบแทนเป็นเงินให้กับเราอย่างดีเช่นกัน
ประเภทและพันธุ์ยางพารา
ประเภทและพันธุ์ยางพารา
ในประเทศไทยสถาบันวิจัยยาง ได้แบ่งประเภทของยางพาราออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. พันธุ์ยางพาราเพื่อผลิตน้ำยาง
2. พันธุ์ยางพาราเพื่อผลิตน้ำยางและเนื้อไม้
3. พันธุ์ยางพาราเพื่อผลิตเนื้อไม้
ซึ่งแต่ละประเภทก็เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของผู้ปลูกยางพาราแตกต่างกันไป
กลุ่มที่ 1. เป็นพันธุ์ยางพาราที่ให้น้ำยางสูงมาก เน้นสำหรับผลิตน้ำยางพารา เช่น พันธุ์ สถาบันวิจัยยาง 251 พันธุ์RRIM 600 พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 226 และ พันธุ์BPM 24 เป็นต้น
กลุ่มที่ 2. เป็นพันธุ์ยางที่ให้น้ำยางสูงและให้เนื้อไม้ในระดับดี เช่น พันธุ์PB 235, PB 255 และ PB 260
กลุ่มที่ 3. เป็นพันธุ์ยางที่ให้เนื้อไม้สูงแต่น้ำยางอาจไม่ดีมาก เช่น พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50, AVROS 2037 และ BPM 1
การจะเลือกใช้พันธุ์ยางชนิดใหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่สภาพแวดล้อม และความทนทานต่อสภาพอากาศ ความทนทานต่อโรค ซึ่งต้องพิจจารณาแตกต่างกันตามพื้นที่ที่จะปลูกยางพาราของเราเอง
แหล่งกำเนิดและที่มาของยางพารา
ยางพารา พืชเศรษฐกิจสำคัญอันดับต้นๆของประเทศไทย และเป็นแหล่งกำเนิดน้ำยางที่เป็นที่ต้องการเพื่อการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย
ยางพาราในปัจจุบันนิยมปลูกกันแพร่หลาย มีการทำสวนยางทั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของประเทศไทย นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางได้อย่างดียิ่ง
ยางพารา เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดจากบริเวณลุ่มน้ำอเมซอนประเทศบราซิล และเปรู ในทวีปอเมริกาใต้
ยางพารา ถูกนำมาใช้ประโยชน์เริ่มแรกจากการที่ โจเซฟ พริสลี่ ได้ค้นพบว่า ยางที่ได้จากต้นไม้ชนิดนี้สามารถนำมาลบรอยดำ รอยขีดเขียนของดินสอได้ เมื่อปี พ.ศ. 2313 จนกระทั่งถูกเรียกขานกันในชื่อว่า Rubber ซึ่งก็คือ ยางลบ หรือตัวลบนั่นเอง ต่อมายางได้มีการผลิตและซื้อขายกันอย่างกว้างขวางในอเมริกาใต้ และมีศูนย์กลางของการซื้อขายอยู่ที่เมืองท่าแห่งหนึ่งที่ชื่อ พารา (Para) ดังนั้นจึงนิยมเรียกยางที่ซื้อขายกันที่เมืองท่าแห่งนี้ว่า ยางพารา นั่นเอง
ยางพารา ถูกนำเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อใดไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกทำเข้ามาปลูกครั้งแรกโดย พระยารัษฏานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) ณ ระนอง เจ้าเมืองตรัง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2442-2444 และได้กระจายการทำสวนยางไปทั่วทั้งภาคใต้ และแพร่หลายไปยังภาคตะวันออก และภาคอื่นๆ จนกระทั่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก
ยางพาราในปัจจุบันนิยมปลูกกันแพร่หลาย มีการทำสวนยางทั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของประเทศไทย นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางได้อย่างดียิ่ง
ยางพารา เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดจากบริเวณลุ่มน้ำอเมซอนประเทศบราซิล และเปรู ในทวีปอเมริกาใต้
ยางพารา ถูกนำมาใช้ประโยชน์เริ่มแรกจากการที่ โจเซฟ พริสลี่ ได้ค้นพบว่า ยางที่ได้จากต้นไม้ชนิดนี้สามารถนำมาลบรอยดำ รอยขีดเขียนของดินสอได้ เมื่อปี พ.ศ. 2313 จนกระทั่งถูกเรียกขานกันในชื่อว่า Rubber ซึ่งก็คือ ยางลบ หรือตัวลบนั่นเอง ต่อมายางได้มีการผลิตและซื้อขายกันอย่างกว้างขวางในอเมริกาใต้ และมีศูนย์กลางของการซื้อขายอยู่ที่เมืองท่าแห่งหนึ่งที่ชื่อ พารา (Para) ดังนั้นจึงนิยมเรียกยางที่ซื้อขายกันที่เมืองท่าแห่งนี้ว่า ยางพารา นั่นเอง
สำหรับประเทศไทย
ยางพารา ถูกนำเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อใดไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกทำเข้ามาปลูกครั้งแรกโดย พระยารัษฏานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) ณ ระนอง เจ้าเมืองตรัง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2442-2444 และได้กระจายการทำสวนยางไปทั่วทั้งภาคใต้ และแพร่หลายไปยังภาคตะวันออก และภาคอื่นๆ จนกระทั่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก
Subscribe to:
Posts (Atom)








